เครื่องรางสุขภาพ

รวม 5 เครื่องรางสุขภาพ สร้างพลังภูมิคุ้มกัน ให้ปลอดภัยจากโรคร้ายทั้งปวง

คนที่นั่งกินข้าวติดกันเมื่อคืน คนที่ยิ้มให้กันตรงหน้าปากซอย ใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า? รับบทนางระแวงไปหนึ่ง เมื่อเราทุกคนต่างต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด (COVID-19) ที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดการแพร่ระบาดเมื่อไหร่ หรือต่อให้สามารถควบคุมโรคได้แล้ว ก็ไม่ควรประมาทต่อการใช้ชีวิตอยู่ดี เพราะสภาพความเป็นไปของร่างกายที่ปราศจากโรคภัยถือเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งจะดีกว่าไหมหากเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบ เครื่องรางสุขภาพ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตโรคร้ายเหล่านี้ไปได้อย่างอุ่นใจ อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่ามีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วตาม Ruay ไปดูกันเลย

5 เครื่องรางสุขภาพ สู้โควิด ต้านโรคภัย

จะว่าไปแล้ว..ความเชื่อเรื่อง วัตถุมงคล หรือ เครื่องรางของขลัง” เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานนับหลายร้อยปี ถูกเปรียบดั่งที่พึ่งพาทางใจของมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งยังถูกดัดแปลงให้คนแต่ละรุ่น สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น 

และที่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้มากที่สุดเห็นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจาก 5 เครื่องรางสุขภาพ ที่มีพุทธคุณป้องกันเรื่องโรคระบาด และเชื่อกันว่าสามารถสู้โรคภัย สร้างพลังภูมิคุ้มกัน แก่ผู้ที่บูชาอีกด้วย จะมีอะไรบ้าง Ruay รวบรวมมาให้แล้ว ดังนี้

หัวนะโม

หัวนะโม

สำหรับ “หัวนะโม” เป็นเครื่องรางของขลังที่คนนครศรีธรรมราชรู้จักกันดี และมีความเป็นมาที่ยาวนานนับกว่า 700 ปีมาแล้ว โดยเล่ากันว่า ในราวก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 หัวนะโม คือ เม็ดโลหะที่เป็นเบี้ยใช้แทนเงินตราไว้แลกเปลี่ยนสินค้าในอาณาจักรตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) ที่เรียกว่า หัวนะโม เนื่องจากมีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีอักษรปัลลวะหรืออักษรอินเดียโบราณจารึกไว้

ต่อมาเมื่อเกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาดในอาณาจักร พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ได้ทรงทำพิธีปลุกเสกหัวนะโมขึ้นด้วยพิธีกรรมแบบพราหมณ์ โดยอัญเชิญเทพเจ้าทั้งสามคือ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม มาสถิตในหัวนะโม เป็นอักขระแทนองค์เทพเจ้าฮินดูทั้งสามองค์ แล้วเอาไปหว่านไว้รอบ ๆ เมืองและในสถานที่เกิดโรคระบาด ปรากฏว่าโรคห่าได้หายไปจากอาณาจักรนครศรีธรรมราชจนสิ้น

ดังนั้นคนนครศรีธรรมราชจึงเชื่อกันว่า “หัวนะโม” คือ ของมงคลมีความศักดิ์สิทธิ์ คนนครฯ ต่างก็รู้จักและมีไว้เป็นของมงคลประจำตัว โดยเชื่อกันว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาล คือ ทั้งด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ป้องกันภัยแคล้วคลาด และที่สำคัญช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย โรคภัยต่าง ๆ และโรคระบาดได้ 

นิยมมีไว้ติดตัว โดยแต่เดิมรูปแบบของหัวนะโมจะเป็นเม็ดเงินกลม แต่ภายหลังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นแหวน สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู ให้สวมใส่ง่าย มีความโดดเด่นและมีลวดลายประกอบเครื่องประดับให้สวยงามมากยิ่งขึ้น

พระศิวะ คือ

เทพเจ้าสูงสุดในพระตรีมูรติหรือเทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม พระองค์มีรูปกายเป็นชายหนุ่มร่างกำยำวรรณะขาว

พระวิษณุ คือ

เทพผู้ปกปักรักษาโลกหนึ่งในสามเทพตรีมูรติ มีร่างกายสีฟ้าถือจักรถือสังฆ์ และเป็นเทพผู้ปกปักรักษามนุษย์

พระพรหม คือ

เทพเจ้าสูงสุดอีกองค์หนึ่งในตรีมูรติ เป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ เป็นผู้สร้างโลกให้กำเนิดทุกสิ่งในจักรวาล

ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ

เราอาจเคยได้ยินความเชื่อเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ” ว่ามีอิทธิฤทธิ์ในการขับไล่ภูตผีปีศาจทั้งหลาย หรืออาจเคยเห็นคุณตาคุณยายนำรูปท้าวเวสสุวรรณมาแขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน หรือบ้างก็ว่า ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพแห่งความร่ำรวย ซึ่งแท้จริงแล้วตามตำนานความเชื่อ ท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร เป็นหนึ่งในจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์

เนื่องจากการเกิดโรคระบาดแล้วผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากนั้น เกิดขึ้นเพราะผลกรรมที่ได้ร่วมกัน เลยต้องมาประสบวิบากกรรมร่วมกัน และผู้ที่จัดระเบียบกฎเหตุกรรมของมนุษย์อย่างเรา ๆ ก็คือ ท่านท้าวเวสสุวรรณ

อีกทั้งท่านยังเป็นผู้ราชาแห่งวิญญาณภูตผีทั้งปวง ซึ่งในความเชื่อโบราณเชื่อว่า การเคารพท้าวเวสสุวรรณก็เหมือนการที่เราจะมีผู้ที่ใหญ่กว่าภูตผีพวกนั้นมาปกป้องคุ้มครองเราให้ปราศจากโรคจากวิญญาณร้ายที่จะมาทำลายชีวิต และนอกจากภยันตรายจากโรคระบาดแล้ว ศัตรูหมู่มารก็จะพ่ายแพ้ รวมถึงท่านก็ยังช่วยเรื่องโชคลาภ ความมั่งคั่ง มีกินมีใช้ตลอดไปอีกด้วย

วัตถุมงคล หรือ เครื่องราง ที่เป็น “เสือ”

เครื่องรางเสือ

“เสือ” ถือเป็นสัตว์มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของหลากหลายวัฒนธรรม เป็นตัวแทนของพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งความงดงามของสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ชนิดนี้ที่มาพร้อมกับความกล้าหาญและความดุร้าย ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นภาพของความแตกต่างอันงดงามของธรรมชาติ

ทำให้เราสังเกตเห็นได้บ่อยครั้งว่า เสือ มันถูกออกแบบมาเป็นวัตถุมงคล หรือ เครื่องราง มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตะกรุด ผ้ายันต์ จี้หน้าเสือ และ เขี้ยวเสือ ที่มีอนุภาพในเรื่องพลังอำนาจแคล้วคลาดปลอดภัย ขับไล่สิ่งไม่ดี ซึ่งในที่นี้โรคระบาดก็ถือเป็นสิ่งไม่ดีที่เสือจะสามารถคุ้มครองเราได้เช่นกัน มากไปกว่านั้นหากใครมีวัตถุมงคล หรือ เครื่องราง ที่เป็น “เสือ” ไว้ครอบครองก็เชื่อกันว่า ชีวิตจะมีแต่เจริญ มีแต่ความสุข ด้วยฤทธิ์เดชของเสือที่กำเนิดมาพร้อมอำนาจราชศักดิ์นั่นเอง

วัชระ

เครื่องรางวัชระ

เครื่องรางวัชระ (กิมกังซู่) มีความหมายว่า “สายฟ้า” หรือ “เพชร” มีลักษณะ คล้ายกระบองที่ด้ามจับอยู่ตรงกลาง ปลายทั้ง 2 ข้าง มีเงี่ยงยาวแหลมงองงุ้ม 4 แฉก ตามความเชื่อโบราณว่ากันว่า วัชระนี้เป็นอาวุธประจำกายของพระอินทร์ โดยใช้วัชระเป็นอาวุธในการขจัดสิ่งชั่วร้าย ปราบปรามศัตรูให้หมดไป วัชระจึงถือเป็นหนึ่งอาวุธในตำนานที่ไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายลงได้

โดยความเชื่อของพุทธศาสนาวัชรยานแบบทิเบต เชื่อกันว่า วัชระ จะสามารถบันดาลในสิ่งที่ใจปรารถนา เป็นอาวุธที่จะคอยสะกดสิ่งชั่วร้าย ขจัดสิ่งอัปมงคล รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเครื่องรางเสริมดวงที่เหมาะจะใช้ในทุก ๆ สถานการณ์ ที่ควรหามาไว้บูชา

เบี้ยแก้

เบี้ยแก้

เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางของขลัง ที่คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณหลายร้อยปี เชื่อถือศรัทธาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง มีคุณวิเศษในการแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี หรือบรรเทาความรุนแรงลงได้ โดยเกจิอาจารย์ในไทยได้ใช้ในการปลุกเสก เพื่อใช้ในการป้องกันสิ่งไม่ดีที่จะมาทำร้ายรวมทั้งโรคภัยต่าง ๆ อีกด้วย

เพราะว่า “เบี้ย” นั้นก็หมายถึง เงินตรา จึงเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สามารถใช้แก้บนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาอารักษ์ตลอดจนผีสางนางไม้ได้ ทำให้สิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ไม่มาทำร้ายเรา รวมทั้งปรอทหรือสิ่งที่บรรจุอยู่ในเบี้ยก็จะเป็นวัตถุที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านสิ่งไม่ดีชั่วร้ายต่าง ๆ ได้เช่นกัน

สรุป

ในช่วงที่โควิดกำลังระบาด นอกจากการที่หลายคนก็พยายามตามหาหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อทำความสะอาดต่าง ๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่บางคนตามหาก็คือ ตัวช่วยทางด้านจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ไหว้พระ หรือหาเครื่องรางของขลังติดตัวไว้เพื่อให้อุ่นใจว่ามีของดีคุ้มครอง

ซึ่งเครื่องรางที่ว่านั้นคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “เครื่องรางสุขภาพ” ที่มีพุทธคุณป้องกันเรื่องโรคระบาด และเชื่อกันว่าสามารถสู้โรคภัย สร้างพลังภูมิคุ้มกัน แก่ผู้ที่บูชา โดย 5 เครื่องรางที่เราได้แนะนำไป ชาว Ruay ทั้งหลายก็ลองเลือกและวิเคราะห์ พิจารณากันดู ว่าแบบไหนเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด แล้วจึงหามาบูชา 

อย่างไรก็ตามเรื่องราวนี้ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เอาเป็นว่าหากเชื่อว่าสิ่งใดเป็นสิ่งมงคล ควรต้องศรัทธาและเชื่อถือ สิ่งดี ๆ ถึงจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วทุก ๆ อย่างก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของคุณด้วย หากคุณไม่รู้จักดูแลตัวเอง ไม่ใส่แมส ไม่ล้างมือ และไม่ปฏิบัติตามวิธีป้องกันโรคระบาด ยังไงแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถช่วยคุณได้ ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพของตัวเอง ควบคู่ไปกับความศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดีกว่า

ขอบคุณภาพบทความจาก biwfreestyle

บทความแนะนำอื่นๆที่น่าสนใจ

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email