ธรรมเนียมวันคริสต์มาส

7 ธรรมเนียมวันคริสต์มาส กับความหมายสุดอบอุ่น ที่ทั่วโลกเขาทำกัน

ธรรมเนียมวันคริสต์มาส ??❄️We wish you a Merry Christmas and a Happy New Year เทศกาล “วันคริสต์มาส” อาจเป็นวันหนึ่งที่หลาย ๆ คนรอคอย ด้วยลมเย็นของหน้าหนาวปลายปี กับความผ่อนคลายของการเตรียมตัวหยุดยาวช่วงขึ้นปีใหม่ รวมถึงบทเพลงที่ขับคลออยู่รอบตัว ทำให้ชีวิตมีสีสันรื่นรมย์ด้วยแสงไฟระยิบระยับ ภายใต้บรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดอบอุ่น 

ต้องบอกก่อนว่าวันคริสต์มาสเนี่ย ไม่ใช่เทศกาลของคนไทย แต่ถึงอย่างไรนั้นเทศกาลคริสต์มาสก็กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีความสำคัญในเมืองไทยไม่แพ้วันไหน ๆ คนไทยต่างร่วมเฉลิมฉลองอย่างไม่รู้สึกแปลกแยก ทั้งการให้ของขวัญ การตกแต่งประดับไฟรับลมหนาวตามสถานที่ต่าง ๆ 

และแน่นอนวันคริสต์มาสก็ทำให้เกิดประเพณี หรือวัฒนธรรมปฏิบัติเยอะแยะมากมายที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน ดังนั้นเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่คนไทยจะปรับตัวเข้ากับเทศกาลคริสต์มาสและนำเทศกาลคริสต์มาสเข้ามาสู่สังคมไทยได้อย่างง่ายดาย เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ว่า ธรรมเนียมวันคริสต์มาส ทำอะไรบ้าง วันนี้ Ruay 365 จะพาไปทำความรู้จักเอง

ความสำคัญของ “วันคริสต์มาส”

วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีคือ วันคริสต์มาส ถือเป็นการฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก เพราะชาวคริสต์เชื่อว่า พระเยซูไม่ใช่เป็นแต่เพียงมนุษย์ธรรมดาที่มาเกิดเหมือนเด็กทั่วไป แต่พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด และมีพระธรรมชาติเป็นพระเจ้า และเป็นมนุษย์ในพระองค์เอง การบังเกิดของพระองค์ จึงเป็นเหตุการณ์พิเศษ ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนด้วย

เหตุที่แท้จริงแห่งการเฉลิมฉลองนั้น เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่าพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ได้ลงมาบังเกิดในโลกใบนี้ เพื่อจะช่วยให้มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นด้วยความรักนั้น จะได้รอดพ้นจากบาป เวรกรรม ที่นำไปสู่การตกนรกด้วยการตายบนกางเขนและได้ฟื้นจากความตายของพระเยซู เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักกับพระเจ้าที่แท้จริง 

ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสรรพสิ่งรวมถึงมนุษยชาติด้วย โดยมีพระเยซูคริสต์ที่เป็นเสมือนกุญแจสำคัญที่สุดในการที่จะไขไปสู่ความยิ่งใหญ่ การยกโทษบาปและความรักของพระเจ้าได้ นี่เป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลอง

จึงเป็นที่มาทำให้วันคริสต์มาสของทุกปี เป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ และจะถือว่าตั้งแต่ช่วงวันคริสต์มาสอีฟ (โดยทั่วไปจะตรงกับวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี) ไปจนถึงวันปีใหม่เป็นช่วงวันหยุดยาวที่ต้องหยุดงาน เพื่อให้ชาวคริสต์ได้กลับไปใช้ชีวิต พบปะ สังสรรค์และได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญแห่งปีแบบนี้ และรับความรักของพระเจ้าผ่านเทศกาลแห่งความสุขนี้นั่นเอง

วันคริสต์มาส ในประเทศไทย

โดยปกติแล้วคนไทยเป็นกลุ่มชนที่รักความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมและประเพณี มักจะมีเรื่องราวแห่งความสุขสนาน ความชื่นชมยินดีแทรกอยู่ในตัวเอง เมื่อมีวัฒนธรรมของคนชาติอื่น ๆ เข้ามา ยิ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชื่นชมยินดี สนุกสนานด้วยแล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่คนไทยเองจะรับวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามาปรับเป็นของตน ทำให้คุ้นเคยได้เร็ว

สำหรับเทศกาลคริสต์มาสก็เช่นเดียวกัน เป็นเทศกาลที่สนุกสนานเต็มไปด้วยความรื่นเริง มีเสียงเพลง ของขวัญ เป็นเสมือนเทศกาลแห่งความสุขก็ว่าได้ ดังนั้นเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่คนไทยจะปรับตัวเข้ากับเทศกาลคริสต์มาสและนำเทศกาลคริสต์มาสเข้ามาสู่สังคมไทยได้อย่างง่ายดาย 

ปัจจุบันนี้การเฉลิมฉลองคริสต์มาสในเมืองไทยประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกเป็นเรื่องของจิตวิญญาณโบสถ์ทุกแห่งทั่วโลกมีการเทศน์สอนเพื่อเตรียมจิตใจ และส่วนของการเฉลิมฉลองที่เป็นรูปธรรม อย่างการขับร้องเพลงคริสต์มาสในสถานที่ต่าง ๆ ประดับสถานที่ด้วยต้นคริสต์มาสและดวงดาว มีการจัดงานเลี้ยงรื่นเริง การละเล่น และการจับสลากแลกของขวัญอย่างที่เราพอจะคุ้นเคยกัน

7 ธรรมเนียมวันคริสต์มาส กับความหมายสุดอบอุ่น

ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทยจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสตามแบบฉบับของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว ธรรมเนียมวันคริสต์มาส ก็มีสิ่งที่ถูกทำต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็นประเพณีประจำวันคริสต์มาสของทั่วโลกไปแล้ว ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง และธรรมเนียมเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ตาม Ruay มาเลย

การแขวนถุงเท้า

แขวนถุงเท้าวันคริสต์มาส

เมื่อถึงช่วงเวลาก่อนวันคริสต์มาส หรือที่เรียกกันว่า “คริสต์มาสอีฟ” (Christmas Eve) ที่นับเป็นวันเริ่มแรกก่อนเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสนั้น ผู้คนจะนิยมนำถุงเท้ายาวไปห้อยไว้ที่หน้าเตาผิง หรือที่ต้นคริสต์มาส เพราะเชื่อกันว่าซานตาครอสจะนำของขวัญที่อยากได้มาใส่ไว้ในถุงเท้านั่นเอง

แต่ความเป็นจริงแล้ว ที่มาของการแขวนถุงเท้ามาจาก ความเชื่อที่ว่าการวางหญ้าแห้งไว้ในรองเท้า เมื่อนักบุญนิโคลัส (ซานต้าคลอสคนแรก) เดินทางผ่านมา จะนำหญ้าแห้งมาเป็นอาหารให้กับลาของเขา  และจะทิ้งเหรียญเงินไว้ในรองเท้าเพื่อเป็นการตอบแทนนั้นเอง  หรือบางความเชื่อก็ว่ามีพี่น้อง 3 คน ฐานะยากจน ไม่มีเงินกระทั่งจะต้องไปทำงานโสเภณี เรื่องรู้ถึงนักบุญนิโคลัส จึงได้นำเหรียญทองไปหยอดลงปล่องไฟ แต่เหรียญกลับตกลงไปในถุงเท้าของ 3 พี่น้องที่แขวนไว้หน้าปล่องไฟ 

รุ่งเช้าเมื่อ 3 พี่น้องมาเจอเหรียญ ทำให้พวกเธอดีใจ และเลิกล้มความคิดที่จะไปเป็นโสเภณี หลังจากนั้นมาเด็ก ๆ จึงห้อยถุงเท้ายาวไว้ที่เตาผิงไฟ เพราะหวังว่าหากซานตาครอสผ่านมา อาจจะแบ่งเหรียญทองไว้ให้บ้างก็ได้

เกร็ดความรู้ : ซานตาคลอส (Santa Claus) คือใคร? ตัวจริงของซานตาคลอส คือ นักบุญนิโคลัส เป็นบาทหลวงชาวตุรกีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความใจดี โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ต่อมา ท่านเป็นรู้จักอย่างกว้างขวางทั่วทั้งฮอลแลนด์ในชื่อ “ซินเตอร์คลาส” ในช่วงราว ค.ศ. 1870 ชาวอเมริกันได้เรียกชื่อผิดเพี้ยนไปเป็น “ซานตาคลอส” ภาพของซานตาคลอสเป็นชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียว หรือน้ำตาลสลับแดง ต่อมา “เจนนี ไนสตรอม” ศิลปินชาวสวีเดน ได้เป็นผู้คิดค้นรูปลักษณ์ของซานตาครอสในแบบที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเธอวาดภาพลงในบัตรอวยพระคริสต์มาส จากนั้นภาพนี้ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

เตรียมขนมและนมให้กับซานต้า

เตรียมขนมและนมให้กับซานต้า

เชื่อกันว่าซานต้าจะมาหาเด็กๆ ในคืนวันก่อนคริสต์มาส เพื่อส่งมอบของขวัญที่เด็กๆ ปรารถนา ซานต้าต้องทำงานหนักเพราะต้องรีบส่งขวัญให้เด็ก ๆ ก่อนถึงเวลารุ่งเช้า ดังนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณซานต้าที่ จึงเกิดประเพณีการวางคุ้กกี้พร้อมนมสด ไว้ข้าง ๆ เตาผิง สำหรับให้ซานต้า ในบางครั้งอาจจะมีแครอทให้สำหรับกวางเรนเดียร์ทั้ง 9 ตัวด้วย ธรรมเนียมนี้เป็นสิ่งที่นิยมทำก่อนเข้านอนที่น่ารักและช่างอบอุ่นเหลือเกิน

เคาะประตูร้องเพลงเฉลิมฉลอง

เคาะประตูร้องเพลงเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส

ประเพณีอีกอย่างที่ยังปฎิบัติ คือ การไปเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้าน คนรู้จัก หรือญาติ เพื่ออวยพร และสร้างความสุขให้กับคนที่รักในวันคริสต์มาส ด้วยการรวมกลุ่มกันและเดินไปเคาะประตูทีละบ้าน เมื่อประตูถูกเปิด พวกเขาก็จะร้องเพลงหนึ่งหรือสองเพลง เมื่อผู้ที่ได้รับการอวยพร ก็จะตอบแทนโดยให้ขนม อาหาร เครื่องดื่มแก่ผู้ที่มาร้องเป็นน้ำใจ ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าห้างร้าน โรงแรม และสถานที่ต่าง ๆ ได้นำกิจกรรมนี้มาสร้างความสุขเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่อีกด้วย

ตกแต่งต้นคริสต์มาส

ต้นคริสต์มาส

แน่นอนว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ใคร ๆ โปรดปรานในช่วงวันคริสต์มาสก็คือการที่ได้ตกแต่ง “ต้นคริสต์มาส” เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมนี้มาจากประเทศเยอรมันนี โดยคนที่มีชื่อว่า “Martin Luther” ในตอนที่เขาเดินกลับบ้านเขาหันไปมองเห็นความสวยงามของแสงจันทร์ที่ทะลุกิ่งไม้เข้ามา 

พอถึงบ้านเขาก็เลยออกไปตัดต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เข้ามาในบ้านและนำเทียนมาประดับ และนั่นก็ทำให้ประเพณีวันคริสต์มาสนี้แพร่หลายไปจนทั่วประเทศเยอรมันนี จนกระทั่งราชวงศ์อังกฤษนำการตกแต่งต้นไม้แบบนี้เข้ามาใช้อย่างจริงจัง จึงทำให้คนทั่วโลกหันมาตกแต่งต้นคริสต์มาสกันมากขึ้น

ส่วนเจ้าพวกลูกบอลสีแดง ๆ ที่เราชอบนำมาตกแต่งต้นคริสต์มาสกันก็มีที่มา เมื่อก่อนนี้เขาจะใช้ลูกแอปเปิ้ลมาใช้ในการตกแต่ง เชื่อกันว่ามันสื่อถึงผลแอปเปิ้ลใน “สวนเอเดน” สถานที่บรรยายไว้ในพระธรรมปฐมกาลว่าเป็นสถานที่มนุษย์สองคนแรกที่พระเจ้าสร้าง ส่วนพวกของประดับอื่น ๆ ก็ทำตามกันมาจากราชวงศ์อังกฤษที่ใช้แก้วสีต่าง ๆ มาประดับกัน

ซึ่งสำหรับต้นคริสต์มาส เปรียบเสมือน ต้นไม้ในแห่งสวรรค์ โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส

ใบมิสเซิลโทและฮอลลี

ใบมิสเซิลโทและฮอลลี

ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่าอีกหนึ่งของตกแต่งบ้านที่ทุกบ้านมีในช่วงวันคริสต์มาสก็คือ เจ้าพวงกลม ๆ สีเขียว ที่ประกอบไปด้วย ใบมิสเซิลโท ฮอลลี และกระดิ่ง ที่ติดไว้ตรงหน้าต่าง หรือประตูบ้าน จริง ๆ แล้วการห้อยมิสเซิลโทและฮอลลีไว้หน้าบ้าน หรือที่เราเรียกกันว่า “พวงคริสต์มาส” มีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อของขาวเคลท (Celtic) เพราะในทุก ๆ หน้าหนาว จะมีหนึ่งคืนที่กลางคืนยาวกว่ากลางวัน หรือปรากฏการที่เรียกว่า “เหมายัน” 

ทำให้ชาวเคลทนำ มิสเซิลโทที่สื่อถึงการมีชีวิต และฮอลลีที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครองมาห้อยไว้หน้าประตูบ้าน เพราะเชื่อว่าจะทำให้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ จนถูกทำมาต่อ ๆ กันจนกลายเป็นอีกประเพณีวันคริสต์มาสไปแล้ว

อีกทั้งยังเชื่อกันอีกว่า ผู้ชายจะถือโอกาสจุมพิตหญิงสาวที่ชอบหรือหมายปอง ใต้ต้นมิสเซิลโท หากสาว ๆ ปฏิเสธ ก็จะได้รับความโชคร้ายตลอดทั้งปีและนี่ก็คือที่มาว่า หากได้จุ้บกับคนรักใต้ต้นมิสเซิลโทแล้วจะทำให้ความรักยาวนานตลอดไป

คู่สีแดง-เขียว

สีแดง สีเขียว วันคริสต์มาส

สีแดง และสีเขียว เป็นสีมงคลสีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงวันคริสต์มาส แต่เคยสงสัยไหมทำไมเทศกาลวันคริสต์มาสต้องเป็นสีแดง-เขียว แท้จริงแล้วทั้งสองสีมีความหมายที่แฝงอยู่ คือ

  • สีแดง หมายถึง ความรักผ่านพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขน และความรักความศรัทธาที่มีต่อพระเยซูของชาวคริสต์ โดยใช้ผลสีแดงจากต้นฮอลลี่เป็นสัญลักษณ์
  • สีเขียว หมายถึง ความมีชีวิตชีวา ความหวัง โดยใช้ต้น Evergreen เป็นสัญลักษณ์

กินพายในวันคริสต์มาส

YH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7

อีกหนึ่งประเพณีวันคริสต์มาสที่ทุกบ้านต้องทำก็คือ การกินพาย เพราะพายถือว่าเป็นอาหารที่ทำแล้วกินกันได้หลายคน เหมาะกับการทำกินกันเป็นครอบครัว แถมยังใช้เวลาทำพอสมควร ถือว่าเป็นอาหารที่ทำให้คนในครอบครัวได้ช่วยกันเตรียมและช่วยกันทำจริง ๆ

แถมพายยังมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่เชื่อกันว่าลักษณะเหมือนกับเปลของพระเยซู และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนทำกันมาตั้งแต่สมัยก่อนจนปัจจุบันก็คือ เวลาที่เราไปบ้านใครในช่วงคริสต์มาส พวกเขาก็จะแบ่งพายให้กับเราเพื่อเป็นการอวยพรให้เรามีโชคที่ดีในปีต่อ ๆ ไปอีกด้วย

สรุป

ถึงแม้เทศกาลวันคริสต์มาสจะไม่ได้เป็นเทศกาลของคนไทย หากแต่ด้วยบรรยากาศและหลายสิ่งก็ทำให้เทศกาลนี้เข้ามามีส่วนต่อความรู้สึกในช่วงหยุดพักผ่อนของหลายคน ในแง่ของความบันเทิงและงานรื่นเริง ทำให้คนไทยคนไทยต่างร่วมเฉลิมฉลองอย่างไม่รู้สึกแปลกแยก และปรับตัวเข้ากับเทศและนำเทศกาลคริสต์มาสเข้ามาสู่สังคมไทยได้อย่างง่ายดาย 

ซึ่งวันคริสต์มาสก็ทำให้เกิดประเพณี หรือวัฒนธรรมปฏิบัติเยอะแยะมากมายที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน และมีสิ่งที่ถูกทำต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็น ธรรมเนียมวันคริสต์มาส ของทั่วโลกไปแล้ว

แต่ประเทศไทยของเรานั้นอาจจะไม่ได้นิยมทำตามธรรมเนียมวันคริสต์มาสได้ทั้งหมด แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เสมอ นั่นก็คือ บรรยากาศอันอบอุ่นของการเฉลิมฉลองท่ามกลางความหนาวเย็นของช่วงสิ้นปี สุดท้ายนี้ทาง Ruay ก็ขออวยพรให้คริสต์มาสและปีใหม่ของคุณเต็มไปด้วยความสนุก และมีความสุขตลอดไป

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email